posted on 04 Jul 2011 12:14 by yettamon
เมื่อเพื่อนจะแต่งงาน
ตอนนี้ผมอายุ 24 แล้วทำงานมาประมาณ 2ปีกว่าๆ ก็ถือว่าพร้อมที่จะถึงเวลาแต่งงานมีครอบครัว ก็ไม่แปลกถ้าเพื่อนจะแต่งงาน แต่ลองดูเรื่องราวของเพื่อนผมคนนี้นะครับแล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ธรรมดา
เพื่อนของผมคนนี้ก็เหมือนกันครับ เค้ามีงานประจำทำอย่างมั่นคง มีคอนโดเป็นของตัวเอง สามารถรับผิดชอบตัวเองและพ่อแม่ได้เเล้ว และมีอยู่วันนึงเค้าก็ twit มาบอกผมว่า "กูจะแต่งงานกะสาวเวียดนาม" ไอ้ผมก็งง เฮ้ย!เมิงจะแต่งงานเนี่ยนะ สักพักเค้าก็ twit รูปของเค้าและว่าที่ภรรยามาให้ดู พร้อมบอกวันแต่งงานเสร็จสับ ให้ผมเตรียมตัวไปร่วมงานได้เลยวันที่ 11กรกฏา ซึ่งการไปเวียดนามครั้งนี้ผมก็รู้ว่าเพื่อนผมจะไปเที่ยวแบบธรรมาดาทั่วไป อย่างมากที่สุดก็หิ้วสาวกลับมาไทยสักคนแต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร ซึ่งตอนที่มันจะแต่งงานนั้นผมก็อยู่ต่างประเทศเหมือนกันเลยกะว่ากลับไทยก่อนทั้งตัวผมและเพื่อนเเล้วค่อยไปคุยกัน พอถึงวันที่นัดกันมาคุยนั้นเพื่อนผมก็เล่าที่มาที่ไปของการที่มันจะแต่งงานให้ผมฟัง (รายละเอียดขอไม่พูดนะครับเป็นเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนเลยแหละ) ซึ่งผมฟังแล้วก็อดห่วงมันไม่ได้ เพราะว่าเพื่อนคนนี้อยู่หอด้วยกันมานานมากก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายไปมีคอนโดของตัวเอง แม่ผมก็รู้จักมัน พ่อแม่มันก็รู้จักผม ปกติเพื่อนผมคนนี้เค้าจะวางแผนชีวิตตัวเองอย่างมีระบบเลยแหละ และการตัดสินใจของมันจะมีเหตุผลทุกกรณีถึงบางทีเหตุผลมันจะแปลกๆบ้างก็ตาม และการตัดสินใจแต่งงานครั้งนี้มันก็มีเหตุผลเหมือนกัน
แปลกนะครับเพื่อนจะแต่งงานก็ควรจะยินดี แต่ทำไมผมถึงรู้สึกเป็นห่วงมันก่อนจะยินดีเนี่ยสิ ด้วยสาเหตุจากที่มาที่ไปของการแต่งงานรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่เอาเป็นว่ายังไงก็ยินดีด้วยกับเพื่อนแล้วกัน ขอให้ชีวิตหลังแต่งงานมีความสุขมากๆ แผนการดำเนินชีวิตก็ให้เป็นไปตามที่เมิงคิดไม่ติดขัดอะไร พ่อแม่สุุขภาพดีแข็งแรง เข้ากับลูกสะใภ้ได้อย่างไม่มีปัญหา และขอโทษด้วยเเล้วกันที่คงจะไปร่วมงานแต่งที่เวียดนามไม่ได้ แต่กลับมาไทยไปร่วมยินดีแน่นอน
edit @ 4 Jul 2011 13:04:24 by yettamon
posted on 22 May 2011 21:25 by yettamon in Travel
ไปเสม็ด เสร็จ(มาเฟีย)ทุกราย
วันหยุดที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเที่ยวเสม็ดกับพรรคพวกรวม 9 ชีวิต ไปเที่ยวครั้งนี้ไม่ได้เตรียมตัวอะไรไปเลยเพราะว่าได้จัดการซื้อทัวร์ของพี่ชายเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกันในครั้งนี้ โดยที่เราต้องนั่งรถจากกรุงเทพไปที่บ้านเพด้วยตัวเองซึ่งก็ไม่น่าจะมีอะไร เราเริ่มต้นเดินทางจากการขึ้นรถตู้ถูกกฏหมาย กรุงเทพ-ระยอง(บ้านเพ) ย้ำอีกทีนะครับว่าถูกกฏหมาย จากข้างๆห้างเซนจูรี่อนุเสาวรีย์ชัย เมื่อเพื่อนๆมากันครบแล้วเราก็ไปแจ้งทางนายท่าว่าเราต้องการเหมารถตู้กันไป 1 คัน เนื่องจากต้องการความเป็นส่วนตัว นายท่าเสนอมาในราคา 2500 บาทจากปกติถ้ารอเต็มคิด 200 บาทต่อคนออกเมื่อคนเต็ม พวกเราก็ตอบตกลงไปพร้อมแจ้งกับทางนายท่าและคนขับอีกครั้งว่าไปลงท่าเรือที่บ้านเพนะก็เรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร
แต่ทว่าเรื่องราวได้เริ่มขึ้นเมื่อรถออกไปประมาณ 15 นาทีแล้วคนขับรถตู้เริ่มถามว่า ไปเที่ยวกลับวันไหน มีที่พักกันรึยัง พวกเราก็ตอบกลับไปว่าซื้อทัวร์ไว้เรียบร้อยเเล้ว ส่วนขากลับยังไม่มีรถเพราะไม่รู้ว่าจะกลับกี่โมง คนขับรถตู้เมื่อได้ยินคำตอบก็เริ่มถามต่อว่าซื้อกับใครอะไรยังไง เมื่อได้คำตอบก็ยกหูโทรศัพท์ไปหาหัวหน้าของคนขับรถตู้แจ้งว่าตอนนี้รับคนมา 9 คนโดยที่เหมามาพร้อมกับซื้อทัวร์เรียบร้อย แต่เหมือนหัวหน้าไม่เชื่อคนขับก็เลยให้คนขับก็ส่งโทรศัพท์มาให้พวกเราคุยเพื่อสอบถามว่าพักที่ไหนพอเเจ้งเสร็จก็วางหูไป แต่ระหว่างการเดินทางโทรศัพท์ของคนขับรถตู้ก็ดังอีกหลายครั้ง จนพวกเราจับใจความได้ว่าต้องพาเราไปลงที่บริษัททัวร์ของมันก่อนที่จะไปส่งเราที่ท่าเรือ เเละก็เป็นไปตามคาดรถตู้ไม่ได้ไปส่งเราที่ท่าเรือแต่แวะไปที่บริษัททัวร์ก่อน ซึ่งเมื่อเราลงไปก็ได้เจอหน้าเจ๊หัวหน้าทัวร์ซึงจะยัดเยียดทัวร์ให้เราพร้อมกับรถขากลับโดยอ้างว่าที่เราจองไปไม่ดี รถขากลับมีน้อยมากถ้าไม่จองไว้ก่อนจะไม่ได้กลับกรุงเทพนะ พวกเราโดนรั้งไว้ที่บริษัททัวร์ประมาณ 15 นาทีแล้วก็ขึ้นรถกันแต่มันยังไม่จบครับเพราะว่าที่บ้านเพมีท่าเรือ 2 ท่าคือของเทศบาลกับของเอกชน โดยที่ท่าเรือที่เรานัดกับทัวร์ไว้คือท่าเรือของเทศบาล แต่รถตู้ที่เรานั่งมาซึ่งเป็นรถตู้ถูกกฏหมายนั้นไม่สามารถจอดที่ท่าเรือของเทศบาลได้ต้องไปจอดที่ท่าเรือของเอกชนเท่านั้นรวมไปถึงต้องถูกบังคับให้ไปจอดที่บริษัททัวร์ก่อนด้วย ถ้าไม่ทำตามคนขับรถจะโดนแบนและรถตู้คันนี้จะไม่สามารถมาวิ่งเส้นทางนี้ได้อีกต่อไป ข้อมูลทั้งหมดเราได้มาจากพี่คนขับรถตู้ซึ่งดูเหมือนจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับเหตุการณ์พวกนี้เหมือนกัน ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเนื่องจากท่าเรือทั้งสองอยู่ใกล้กันและไม่อยากมีปัญหาเพราะไม่แน่ใจเรื่องความปลอดภัย
พอรถมาจอดที่ท่าเรือของเอกชนเราได้รับการต้นรับจากกลุ่มชายฉรรจ์จำนวน3คน ว่าจะเดินทางไปไหน มีเรือยัง มีที่พักยัง มีรถกลับยัง พอพวกเราตอบไปก็เหมือนจะทำเป็นไม่ได้ยินยังคอยตามมาถามอยู่เรื่อยๆซึ่งสถานการณ์ที่พวกเราดูแล้วไม่ค่อยมีความปลอดภัยเท่าไรจึงรีบเดินออกมากันจากท่าเรือตรงนั้นเป็นระยะทางไกลพอสมควรกลุ่มชายเหล่านั้นก็ไม่ได้ตามมาแล้ว เมื่อเราเดินมาถึงท่าเรือของเทศบาลก็ได้รับการต้อนรับจากกลุ่มป้าๆเช่นกัน แต่รอบนี้ไม่น่ากลัวและไม่ตอแยนานเท่าไร พวกเราก็ไม่ได้สนใจเเละรีบเดินไปรอที่จุดนัดพบกับเรือที่เรานัดของพี่ชายเพื่อนไว้ และได้ให้บริษัทพี่ชายเพื่อนหารถขากลับให้เราด้วยซึ่งได้มาในราคา 2000 บาท ถูกกว่าขามาที่เป็นรถตู้ บขส อีก
สังเกตุได้ว่ารถทัวร์ รถตู้ ทั้งป้ายเหลืองป้ายดำ ท่าเรือ ร้านค้า ทุกที่จะมีการแบ่งเขตผลประโยชน์ไว้กันอย่างชัดเจนมาก หากคนในกลุ่มผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามก็จะมีบทลงโทษคือห้ามมาทำธุรกิจในเขตนั้นทันที ผลเสียก็ไม่ได้หนีไปไหนตกมาอยู่กับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆเนี่ยแหละครับทั้งของแพงกว่าที่ควรจะเป็น ร้านอาหารราคาแพง ห้องน้ำเก็บตัง4บาทแต่โสโครกมาก ถูกหลอกให้จองรถด้วยเหตุผลที่ว่าจะไม่มีรถกลับในราคาแพงกว่าความเป็นจริง ถ้านั่งท่องเที่ยวไม่เตรียมพร้อมไปก็เตรียมถูกฟันจากกลุ่มมาเฟียเหล่านี้ทันที
บริจาคหนังสือ;
วันนี้เก็บห้องเคลียร์หนังสือที่คั่งค้างมาจากตอนเรียน เอาที่จริงจบมาจะ2ปีเเล้วแต่เพิ่งจะมาจัดการ หนังสือที่ยังมีอยู่ก็จะหลากหลายแนวตั้งแต่เรียนพิเศษก่อนเอน หนังสือเกี่ยวกับคอมทั้งหลาย สมุดที่ใช้ไปไม่กี่หน้า ดินสอที่เก็บมาจากงานตามโรงเเรม ปากกาแจกจากงานสัมนา พอเริ่มจัดของเข้าที่เข้าทางได้เเล้วก็เข้า internet หาที่บริจาคเลยครับ ส่วนใหญ่ก็จะรับหมดครับ สมุด หนังสื้อ อุปกรณ์การเรียน แต่ผมไปสะดุดอยู่ที่นึงคือของโรงเรียนชาติตระการวิทยา ที่ระบุเลยว่าถ้าได้ชีทจากพวกโรงเรียนสอนพิเศษจะดีมากแล้วก้ไม่อยากรับเป็นเงินเพราะไม่อยากจะมีปัญหา ก็เลยเลือกจะบริจาคที่โรงเรียนนี้แหละ เสร็จแล้วก็จัดการเลือกหนังสือ สมุด ดินสอ ปากกา ที่อยู่ในสภาพใช้การได้แยกออกมาทำความสะอาดปัดฝุ่นเก็บใส่ถุงให้เรียบร้อย วันไหนตื่นเช้าๆจะได้เเวะไปไปรษณีย์แล้วส่งไป หากใครอยากร่วมบริจาคก็ส่งสิ่งของไปช่วยเหลือน้องๆได้เลยครับที่ โรงเรียนชาติตระการวิทยา 124 หมู่4 ต.ป่าแดง อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก 65170
Update หน่อยนะครับสุดท้ายเเล้วไม่ได้เอาไปบริจาคที่โรงเรียนชาติตระการวิทยา แต่เลือกบริจาคไปที่ มูลนิธิกระจกเงา http://www.mirror.or.th/ เนื่องจากของที่บริจาคนั้นมีน้ำหนักมากและมีทั้งอุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งทางมูลนิธิจะได้นำไปซ่อมแซมในส่วนของสิ่งของที่ชำรุด และคัดแยกส่งต่อไปยังผู้รับตามแต่ละประเภท ติดต่อมูลนิธิได้ที่ 8/12 ซอยวิภาวดี44 ถ.วิภาวดีรังสิต เเขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ 10900 โทรศัพท์ 02-941-4194-5 ถ้าหากสิ่งของจำนวนมากทางมูลนิธิมีบริการรถมารับสิ่งของถึงที่และผมก็ได้ใช้บริการนี้เช่นกัน
edit @ 23 May 2011 23:49:38 by yettamon
posted on 14 Feb 2011 23:39 by yettamon in Com-Tech
Panorama ใครๆก็ทำได้
กล้องไม่เทพ Photoshopไม่เก่ง ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เมื่อท่านพบกับโปรแกรม Panorama Maker ก่อนอื่นมาทำความรู้จักโปรแกรม Panorama Maker กันก่อนดีกว่า โปรแกรมนี้นะครับจะเป็นโปรแกรมที่ช่วยต่อภาพหลายๆภาพเข้าเป็นภาพเดียวกันยาวๆหรือเป็นภาพ Panorama นั่นเอง ส่วนเรื่อง License นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1.Free License ก็ได้นะครับแต่ว่าตอน Save รูปเนี่ยมันจะได้รูปขนาดเล็กมากแล้วก็มีลิมิตจำนวนรูปในการทำ 2. Full License สามารถซื้อได้จากเวบ Arcsoft หรือถ้าไม่สะดวกก็
ก็หาได้ตาม Google เนี่ยแหละครับไม่ยากมาก อิอิ

พูดมาตั้งเยอะเเล้วมาเริ่มทำรูป Panorama กันเลยดีกว่า
ขั้นตอนแรก เปิดโปรแกรม Panorama Maker ขึ้นมาก่อน
ขั้นตอนที่สอง กดเปิด Folder ที่เรา Save ภาพที่เราจะนำมาต่อเพื่อที่จะมาต่อกัน
Trick สำหรับการถ่ายรูปเพื่อที่จะนำมาต่อกันนั้นมีเทคนิคนิดหน่อยดังนี้ครับผม
- สำหรับมือใหม่ให้ใช้ขาตั้งกล้องก่อน หาจุดที่เราจะเริ่มต้นถ่าย พอได้แล้วก็เริ่มถ่ายได้เลย ถ่ายรูปแรกเสร็จก็ หมุนกล้องไปทางซ้ายหรือขวาเล็กน้อยแล้วก็ถ่ายอีกครั้ง ทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงจุดที่เราต้องการ
- สำหรับมือโปรที่เคยใช้โปรแกรมมาก็จะนึกว่าจะต้องถ่ายอย่างไรก็ลุยเลยครับ
- การถ่ายภาพควรถ่ายแนวตั้งเพื่อที่เวลานำมาต่อกันเเล้วจะเกิดส่วนโค้งน้อยกว่าการเอาภาพแนวนอนมาต่อกัน
ขั้นตอนที่สาม กดเลือกภาพที่เราจะนำมาต่อกัน เสร็จแล้วกด Next โลด รอสักแป๊ปให้โปรแกรมมันจัดการต่อภาพให้เล้วก็จะได้ออกมาเป็นแบบนี้ครับ
ขั้นตอนที่สี่ จัดการ crop ภาพให้ดูสวยงาม
ขั้นตอนที่ห้า กด Save ตั้งชื่อ หาที่อยู่ ก็เสร็จเรียบร้อย
แค่ขั้นตอนง่ายๆ 5 ขั้นตอนแค่นี้เราก็มีภาพ Panorama สวยๆไว้ดูเล่นเเล้ว
posted on 21 Jan 2011 00:46 by yettamon in SalaryMan
ภาคต่อของทีวีบนรถไฟฟ้า : TV advertising on BTS Part2
พูดถึง BTS เสร็จก็ขอพูดถึง MRT ซะหน่อย ตอนแรกก็เกรงว่าทีวีเนี่ยมันจะมุดลงดินตามมาด้วยเพราะเห็นในตัวรถไฟได้มีการติดตั้งทีวีเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว พร้อมกับมีสติ๊กเกอร์แปะไว้ว่า "อยู่ในการทดสอบระบบ" แต่ผ่านไปหลายเดือนเเล้วก็ยังไม่ได้มีการเปิดใช้งาน เลยไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทำแบบให้มีแต่ภาพอย่างเดียวหรือเปล่า ถ้ามีแต่ภาพจริงๆนี่จะประทับใจมากมาย
edit @ 21 Jan 2011 01:09:15 by yettamon